Niagara Falls-น้ำตกไนแอการา

ละอองน้ำลอยคลุ้งเหนือขอบผา เสียงคำรามของสายน้ำตกไนแอการาดังก้องไปทั่ว

ยิ่งยืนใกล้เท่าไร ยิ่งรู้สึกได้ถึงพลังของธรรมชาติที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ในม่านหมอกนั้น

มีบางอย่างนิ่งงันอยู่ในใจนักเดินทางคนหนึ่งที่กำลังเฝ้าดูโลกหมุนไปพร้อมเสียงของสายน้ำ

ท่ามกลางแรงตกของสายน้ำ ผมพบความนิ่งของใจตัวเอง

น้ำตกไนแอการาฝั่งประเทศแคนาดา

รู้จักน้ำตกไนแอการา (Niagara Falls)

น้ำตกไนแอการาตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแอการา ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา และรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยน้ำตก 3 แห่ง ได้แก่ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls) ซึ่งใหญ่ที่สุดและส่วนใหญ่อยู่ฝั่งแคนาดา, น้ำตกอเมริกัน (American Falls) และ น้ำตกม่านเจ้าสาว (Bridal Veil Falls) ที่อยู่ฝั่งสหรัฐฯ ปริมาณน้ำมหาศาลที่ไหลลงมาในแต่ละวินาทีทำให้ไนแอการาเป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ทำไมหลายคนเลือกชมจากฝั่งแคนาดา

ฝั่งแคนาดามองเห็นน้ำตกทั้งสามแห่งได้แบบพาโนรามา โดยเฉพาะน้ำตกเกือกม้าที่อยู่ตรงหน้า ทางเดินริมผาตลอดแนวถนน Niagara Parkway เปิดให้ชมวิวได้ฟรี ส่วนฝั่งสหรัฐฯ จะได้เข้าใกล้ตัวน้ำตกในมุมด้านข้าง เช่น ที่ Goat Island และ Cave of the Winds

กิจกรรมแนะนำที่น้ำตกไนแอการา

  • ล่องเรือเข้าใกล้น้ำตก ฝั่งแคนาดาคือ Niagara City Cruises ส่วนฝั่งสหรัฐฯ คือ Maid of the Mist ทั้งสองแห่งจะแจกเสื้อกันฝนให้ เพราะละอองน้ำแรงจนเปียกแน่นอน
  • Journey Behind the Falls เดินลงอุโมงค์ไปยังจุดชมวิวด้านหลังและด้านข้างน้ำตกเกือกม้า
  • ชมไฟประดับยามค่ำคืน น้ำตกจะถูกส่องไฟหลากสีทุกคืน และในบางช่วงของปีมีการแสดงพลุ
  • ย่าน Clifton Hill ถนนสายบันเทิงที่มีร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และชิงช้าสวรรค์สำหรับชมวิวน้ำตกจากมุมสูง
  • Niagara-on-the-Lake เมืองเล็กน่ารักที่อยู่ไม่ไกล มีชื่อเสียงเรื่องไร่องุ่นและไอซ์ไวน์ (Ice Wine)

ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปเที่ยว

  • ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) กิจกรรมเปิดครบ ล่องเรือได้ แต่คนเยอะที่สุด
  • ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – ตุลาคม) อากาศเย็นสบาย และต้นไม้รอบน้ำตกเปลี่ยนสี
  • ฤดูหนาว ไอน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งรอบน้ำตก ได้บรรยากาศแปลกตา แต่กิจกรรมล่องเรือมักปิดให้บริการ

การเดินทางและเคล็ดลับ

  • จากเมืองโทรอนโต ใช้เวลาขับรถประมาณ 1.5 – 2 ชั่วโมง จึงนิยมไปเที่ยวแบบไปกลับในวันเดียว หรือพักค้างคืนเพื่อชมไฟยามค่ำ
  • หากต้องการข้ามสะพานเรนโบว์ (Rainbow Bridge) ไปฝั่งสหรัฐฯ ต้องมีวีซ่าทั้งแคนาดาและสหรัฐอเมริกา
  • ควรเตรียมถุงกันน้ำสำหรับโทรศัพท์และกล้อง เพราะละอองน้ำฟุ้งกระจายเกือบตลอดเวลา

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเที่ยวแคนาดาและอเมริกาเหนือได้ที่ แคนาดา ดินแดนแห่งธรรมชาติ, Emerald Lake ทะเลสาบมรกตแห่งแคนาดา และ Fall Foliage ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หากสนใจจัดทริปอเมริกาเหนือ ติดต่อทีมงาน Green Trip Holiday ได้เลย